2008/Jul/09

อาจจะเป็นคำถามที่แปลกมากสำหรับใครหลายคน ว่าจะมีใครที่ไหนเค้ากลัวความสุขกัน

แต่เชื่อเถอะว่า คำถามนี้อาจจะตรงใจใครบางคน เช่นเดียวกับที่เราเฝ้าถามตัวเองอยู่ทุกวัน

 

ชีวิตที่ผ่านมาของใครหลายๆคน อาจจะไม่ได้เดินหน้าหาความสุขใส่ตัวมากมายนัก

แต่อย่างน้อยเราทุกคนคงไม่รีรอที่จะกระโดดเข้าหา ถ้าความสุขนั้นมายืนอยู่ตรงหน้าแค่เอื้อมมือ

หลายครั้งที่กระโดดเข้าไปคว้าความสุข มันจะทำให้ชีวิตเรา มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ มีพลัง มีแรงบันดาลใจ มีกำลังใจที่จะทำอะไรมากมายในชีวิต  

ความสุขแบบเล็กๆน้อยๆ จากการดูหนัง ฟังเพลง ท่องเที่ยว มันช่วยทำให้เรามีความสุขเล็กๆ ในระยะเวลาสั้นๆ อาจจะไม่ก่อให้เกิดพลังหรือแรงบันดาลใจในชีวิตมากมายนัก เป็นความสุขที่มาเร็วและไปเร็ว แต่เมื่อวันหนึ่งที่ความสุขนั้นเริ่มจางหายไป เราก็จะไม่รู้สึกเศร้า เหงา หรือคิดถึงมันมากเท่าไหร่ เพราะเราสามารถกลับไปเติมความสุขแบบเล็กๆน้อยๆกันใหม่ได้ง่ายๆ 

ความสุขแบบยิ่งใหญ่ ที่เกิดจากความรัก การเรียนจบ หรือประสบความสำเร็จในการงาน นอกจากเสียงหัวเราะและรอยยิ้มแล้ว มันทำให้เรามีพลัง มีกำลัง และเป็นแรงบันดาลใจให้เราลุกขึ้นมาทำสิ่งดีๆ หรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ มันสามารถเปลี่ยนวันหม่นๆให้กลายเป็นวันที่สดใสได้ภายในพริบตาเคยเห็นใครสักคนที่ขยันล้างรถมากๆ ใช้ผ้าคลุมรถทุกครั้งที่จอดรถรึเปล่า ใครๆอาจจะมองว่าเค้าบ้าเห่อ หรือรักรถเกินเหตุก็ตาม แต่นั่นก็เกิดจากความสุขที่เค้ารู้สึกว่าได้เป็นเจ้าของมัน เคยเห็นคนที่กำลังอยู่ในช่วงแห่งความรักไหม ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเข้ามา เค้าก็ยังยิ้มและสามารถฝ่าฟันมันไปได้เสมอ นั่นก็เป็นเพราะความสุขจากการที่เค้ามีคนรัก เพราะเค้ารู้ดีว่ามีใครคนหนึ่งบนโลกนี้ที่จะอยู่เคียงข้างเค้า เข้าใจ ให้อภัย และเป็นกำลังใจให้เค้าตลอดเวลาไม่ใช่หรอ

ความสุขแบบยิ่งใหญ่นี้ส่วนมากก็มักจะคงอยู่ค่อนข้างยาวนาน และจะค่อยๆเลือนหายไปตามวันเวลาอย่างช้าๆ  จนเราสามารถปรับตัวกับการหายไปของความสุขได้เอง หากผ่านไป 5 ปี คนบ้าเห่อและรักรถเกินเหตุคนนั้นคงรู้สึกเฉยๆถ้ารถเค้าจะมีรอยขีดข่วนบ้าง เมื่อแต่งงานกันไป คน2คนที่รักกันอาจจะทะเลาะเบาะแว้ง มีเหตุให้ไม่เข้าใจกันอยู่บ่อยครั้งแน่ๆ 

 

แต่จะมีใครสักกี่คนที่จะเตรียมใจไว้ว่า ความสุขที่ยิ่งใหญ่นี้อาจจะหายไปต่อหน้าต่อหน้า แบบชนิดที่ว่าไม่มีเวลาให้ตั้งตัว ใครจะรู้บ้าง ว่าคนบ้าเห่อและรักรถเกินเหตุคนนั้นจะเป็นอย่างไร ถ้ารถป้ายแดงของเค้าหายไปอย่างไร้ร่องรอย จะมีใครไหมที่เข้าใจความรู้สึก ของคนที่กำลังจะแต่งงาน แต่คนรักของเค้าต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับมา

เมื่อความสุขที่ยิ่งใหญ่หายวับไปกับตา ไม่มีโอกาสได้ตั้งตัว หรือคิดเผื่อใจไว้ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับตัวเอง เมื่อวันเวลาแห่งความทุกข์ได้ผ่านพ้นไป และความรู้สึกโกรธ เศร้า เสียใจ ได้ตกตะกอนดีแล้ว หลังจากนั้นใครสักคนอาจจะกลับมาถามตัวเองว่า อยากมีความสุขมากๆ ความสุขที่ยิ่งใหญ่ เหมือนเดิมอีกครั้งหนึ่งไหม

 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยพบเจอกับเหตุการณ์ข้างต้น ความสุขที่ยิ่งใหญ่หายวับไปกับตา จขบ.ขอเป็นกำลังใจให้คุณใช้ชีวิตต่อไปด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง ยังมีอะไรอีกมากมายบนโลกใบนี้ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าสิ่งที่เราได้สูญเสียไปแต่ถ้าคุณยังไม่เคยพบเจอกับเหตุการณ์ดังกล่าว จขบ. อยากให้คุณคิดเผื่อใจ และเตรียมตัวตั้งรับให้มั่นคง เพื่อที่ความเสียหายจะได้ไม่มากมายเกินไปนัก หากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นกับคุณ (อย่าให้มันเกิดขึ้นกับใครอีกเลย สาธุ) 

ปล. สิ่งดีๆหรือผลบุญใดๆที่ได้จากการเขียนเรื่องราวทั้งหมดนี้ ขออุทิศให้กับคนรักของเราที่อยู่บนสวรรค์ คนที่สอนให้เรารู้และคิดได้ว่า วันใดที่มีความสุขที่ยิ่งใหญ่เข้ามาในชีวิต วันนั้นเราควรเผื่อใจและเตรียมตัวไว้เสมอ

edit @ 9 Jul 2008 11:35:57 by Vare

2008/Jun/17

ขึ้นชื่อว่าคนที่เรารัก เราย่อมจะห่วงใยเค้าไม่มากก็น้อยล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็น พ่อ-แม่-ลูก บรรดาเพื่อนๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แฟนของเรา ความห่วงใยนี่จะว่าไปแล้ว ก็เหมือนดาบสองคมค่ะ ถ้าใช้ไม่ดีล่ะก็ เสียหายหนักค่ะลองอ่านสถานการณ์ข้างล่าง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ปกติที่เราๆท่านๆ ได้พบเจอกันอยู่บ่อยครั้งดูนะคะ ต้นเหตุของสถานการณ์เหล่านี้คือ ความห่วงใย  แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเลือกปฏิบัติค่ะ  ลองเปรียบเทียบกันแล้วถามตัวเองดูนะคะว่าถ้าต้องเจอกับตัวเองเราจะเลือกทำแบบไหนดี สถานการณ์ที่ 1 - - - ลูกชายยื่นสมุดพกให้พ่อ-แม่ ค่ะ เกรดเฉลี่ย 2.00 เหตุการณ์ปกติพ่อ-แม่โมโหค่ะ โวยวายใส่ลูกชาย หาว่ามัวแต่เล่นเกม ดูทีวี เอาแต่เที่ยว-เล่น ทำไมไม่ขยันอ่านหนังสือเหมือนลูกข้างบ้าน (นั่น เอาลูกตัวเองไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่นอีกต่างหาก)  ตัวลูกชายถ้าไม่โมโหจนเถียงพ่อ-แม่กลับไป ก็จะน้อยอกน้อยใจ ว่าพ่อ-แม่ไม่เข้าใจตัวเอง ผลลัพธ์ในการสอบครั้งต่อไป ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ใหม่ที่เราเลือกได้พ่อ-แม่สูดให้ใจเข้า-ออกลึกๆแล้วถามตัวเองว่า ทำไมถึงโมโหที่ลูกได้เกรดน้อย เพราะเป็นห่วงลูก อยากให้ลูกเรียนดีๆ เรียนสูงๆ จะได้มีอาชีพที่มั่นคง และไม่ต้องลำบากในอนาคตใช่ไหม ถ้าใช่ ก็กรุณาใจเย็นๆค่ะ อธิบายให้ลูกฟังอย่างมีเหตุผล ถามลูกตัวเองก่อนว่ามีปัญหาอะไรที่เข้ามารบกวนการเรียนรึเปล่า ลูกอยากให้พ่อ-แม่ช่วยเหลือตรงไหน อยากเรียนพิเศษเพิ่มเติมไหม เด็กทุกคนอยากเรียนเก่งๆทั้งนั้นล่ะค่ะ ยังไม่เคยเห็นเด็กคนไหน ดีใจเวลาสอบตกซักที สถานการณ์ที่ 2 - - - โทรศัพท์หาแฟน แล้วแฟนไม่รับสายเหตุการณ์ปกติฝ่ายที่คอยโทรหาจะโมโห โทรเท่าไหร่ก็ไม่รับซักที ยิ่งโทรแล้วยิ่งไม่รับ แถมอยู่ดีๆปิดเครื่องหนีเลยนี่ ยิ่งคิดไปกันใหญ่ อยู่กับใคร ทำอะไรอยู่ เป็นอะไรรึเปล่า ความโมโหจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ติดต่อไม่ได้นั่นล่ะค่ะ ถ้าแฟนรับสายหรือโทรกลับมาเมื่อไหร่ ร้อยละ 70 ไม่พ้นต้องทะเลาะกันแน่นอนค่ะ ฝ่ายไม่รับสายก็หงุดหงิดเพราะตัวเองติดงานอยู่ไม่สะดวกจะรับจริงๆ (ในแง่ดีนะคะ ไม่นับพวกที่โกหก) บางทีก็ไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เพราะเผลอลืมไว้ หรือเหตุผลจำเป็นอื่นๆ ย้ำว่าไม่นับพวกที่โกหกเหตุการณ์ใหม่ที่เราเลือกได้ถ้าได้คุยกันเมื่อไหร่ อย่าเพิ่งทำน้ำเสียงไม่พอใจให้อีกฝ่ายได้ยินเด็ดขาดค่ะ ต้องเตือนตัวเองไว้เสมอนะคะว่า เราโมโหที่ติดต่อเค้าไม่ได้เพราะเราเป็นห่วงเค้า แต่ตอนนี้เค้าไม่เป็นอะไรแล้ว เราก็ควรจะสบายใจได้ และรอฟังเหตุผลของเค้าก่อนค่ะ เพราะโวยวายไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร หลังจากคุยกันเรียบร้อยค่อยอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจความรู้สึกของเรา(อย่างใจเย็น)เมื่อเค้าไม่รับโทรศัพท์ ให้เค้าได้ฟัง ว่าเราเป็นห่วงและไม่สบายใจยังไง แบบไหน เมื่อเค้าเข้าใจความรู้สึกของเราแล้ว ค่อยๆหาทางปรับตัวเข้าหากันเรื่องการรับโทรศัพท์อีกทีค่ะ ถ้ารักกันจริงก็คุยกันไม่ยากหรอกค่ะ( ปล. ส่วนใหญ่ มักจะโวยวายกันบ้านแทบแตกทุกที) สถานการณ์ที่ 3 - - - พ่อ-แม่เป็นเบาหวานแต่มีนิสัยชอบกินจุเหตุการณ์ปกติลูกหลาน ก็บ่นล่ะค่ะ ห้ามกินโน่น ห้ามกินนี่ บางทีเห็นว่ากำลังกินอยู่ก็ห้ามไม่ให้กินเอาดื้อๆเลย พ่อ-แม่ก็เสียใจสิคะ น้อยอกน้อยใจหาว่าลูกหลานไม่รัก หนักเข้าแอบไปซื้อกินเองล่ะค่ะ คราวนี้ลูกหลานก็ไม่เห็น แต่พอตรวจเลือดทีไรเบาหวานขึ้นทุกที ปวดหัวไปตามๆกันล่ะค่ะงานนี้เพราะ ลูกหลานก็ยืนยันว่าพ่อ-แม่คุมอาหาร หมอก็ให้ยาแล้ว พ่อ-แม่หรอคะ ไม่มีทางจะยอมรับแน่นอนว่าแอบไปซื้อของกินเอง เหตุการณ์ใหม่ที่เราเลือกได้เอาแบบนี้ดีกว่าค่ะ ของกินทุกชนิดที่เก็บไว้ในบ้าน ตามตู้เย็น เลือกซื้อเฉพาะของที่มีประโยชน์ และผู้สูงอายุสามารถทานได้อย่างสบายใจ สลัดผัก+น้ำสลัดแบบใส ผลไม้แบบที่มีน้ำตาลธรรมชาติไม่มากนัก(อันนี้ไม่กล้าแนะนำ เพราะข้อมูลไม่เพียงพอค่ะ) กำจัดอาหารที่ก่อให้เกิดโทษทิ้งไปให้หมด ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ พ่อ-แม่ของเราก็กินจุได้(นิดนึง) ลูกหลานก็สบายใจ แถมยังได้ดูแลสุขภาพของตัวเองไปในตัวด้วยนะคะ(ต้องทำใจมายึดถือคติที่ว่า กินข้าวได้เยอะ ยังดีกว่ากินอะไรไม่ลงนะคะ) จากสถานการณ์เหล่านี้สอนให้ จขบ. รู้ว่า บางครั้งความห่วงใยเพียงอย่างเดียวมันก็สื่อไปไม่ถึงอีกฝ่ายนึง บางครั้งก็ช่วยอะไรไม่ได้เท่าไหร่ บางทีกลับทำให้แย่ลงด้วยซ้ำ ดังนั้น ถ้าครั้งต่อไปที่เรารู้สึกห่วงใยใครซักคน จนร้อนรน ลองสูดหายใจเข้า-ออกลึกๆ ตอบตัวเองให้ได้ว่าเพราะเรารักเค้าใช่ไหม เราถึงได้ห่วงใยเค้าขนาดนั้น ถ้าคำตอบคือใช่ล่ะก็ ก่อนที่เราจะพูดอะไรออกไป ช่วยทำความเข้าใจในตัวของคนที่เรารักให้ดีเสียก่อน ว่าเค้าเป็นคนแบบไหน และเราควรจะพูดคุยกับเค้ายังไง เพื่อจะได้มั่นใจว่าเราสื่อความรู้สึกห่วงใยไปถึงเค้าได้จริงๆ และสุดท้ายเมื่อเราเอาความห่วงใย  มาใส่ความรัก และเติมความเข้าใจลงไปอีกนิดนึง ก็คงไม่มีใครปฏิเสธความห่วงใยจากเราแล้วล่ะค่ะ

2007/Jul/23

เคยมีคนบอกไว้ว่า เวลาที่เรามีความสุข เราจะนึกถึงคนที่เราชอบ แต่เวลาที่เรามีความทุกข์ เราจะนึกถึงคนที่เรารัก และถ้าหาก คนๆนั้นเป็นคนเดียวกัน เราก็เป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลกแล้ว ผู้หญิงคนหนึ่งใช้ชีวิตตามปกติเหมือนคนทั่วไป ไม่คิดอะไรกับคำพูดเหล่านั้นเลย ไม่เคยเข้าใจในความหมาย จนกระทั่งวันที่ได้พบกับความรู้สึกเหล่านั้นด้วยตัวเอง วันที่ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขก็นึกถึง. . . พี่ชาย . . . วันที่มีพี่ชายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต คอยดูแล ช่วยเหลือ เป็นที่ปรึกษา และให้กำลังใจ ความผูกพันเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ตอนไหนไม่มีใครรู้ ....รู้เพียงแต่ว่า พี่ชายคนนี้ไม่เคยบ่นน้องสาว ว่าแต่งตัวไม่น่ารัก ไม่เคยบังคับให้เราต้องทำตัว เรียบร้อย อ่อนหวาน ทั้งๆที่ไม่ใช่ตัวเรา พี่ชายใส่ใจ เข้าใจ และเป็นห่วงเป็นใยเรา มากกว่า ผู้ชายอีกคนที่เราเรียกว่าแฟน ไม่ต้องคอยโทรหาวันละ 3 เวลา แต่ก็ยังรู้สึกได้เสมอว่าเรามีกันและกัน และไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ในวันที่เราเสียใจหรือมีปัญหา แค่โทรไปแล้วพูดว่า พี่ชาย...ขอร้องไห้หน่อยนะ พี่ชายจะอยู่ตรงนั้นและพร้อมจะรับฟังเราเสมอ หลายครั้งที่ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาจากปากของพี่ชายเลย พี่ชายทำได้เพียงแต่รับฟังและคอยปลอบใจ แม้จะไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับกำลังใจ และความอุ่นใจที่ได้รับกลับมา และเมื่อถึงเวลาที่เราต้องตัดสินใจแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง พี่ชายจะมี คำพูดดีๆ คำแนะนำต่างๆ มากมายจนไม่น่าเชื่อ ทุกๆคำแนะนำจากพี่ชายคงเป็นแค่ทางเลือกหลายๆทางที่พี่ชายหยิบยื่นให้เราเท่านั้น แต่บางที . . . สิ่งที่สำคัญกว่าคำแนะนำ ก็คือความมั่นใจที่ว่า พี่ชายมีพื้นที่เล็กๆให้กับเรา และจะรออยู่ตรงนั้นเสมอเมื่อเราต้องการ และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ พี่ชายคือคนที่รู้เสมอว่า บนโลกใบนี้ยังมีเราอยู่ สุดท้ายนี้ ขอบคุณพี่ชายที่แสนดีทั้ง 5 คน ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต มอบความผูกพัน และความทรงจำที่แสนดีให้กับเรา